อนริยปริเยสนา ๔ ประการนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลายอริยปริเยสนา การแสวงหา อย่างประเสริฐ ๔ ประการนี้ ๔ ประการเป็นไฉนคือ บุคคลบางคนในโลกนี้ ตนเองเป็นผู้มีชรา เป็นธรรมดา รู้โทษในสิ่งที่มีชราเป็นธรรมดาแล้ว ย่อมแสวงหานิพพานอันไม่มีชรา เป็นแดน เกษมจากโยคะอย่างเยี่ยม ๑ ตนเองเป็นผู้มีพยาธิเป็นธรรมดา รู้โทษในสิ่งที่มีพยาธิเป็นธรรมดาแล้ว ย่อมแสวงหานิพพานอันไม่มีพยาธิ เป็นแดนเกษมจากโยคะชั้นเยี่ยม ๑ ตนเองเป็นผู้มีมรณะเป็น ธรรมดา รู้โทษในสิ่งที่มีมรณะเป็นธรรมดาแล้ว ย่อมแสวงหานิพพานอันไม่ตาย เป็นแดนเกษม จากโยคะชั้นเยี่ยม ๑ ตนเองเป็นผู้มีความเศร้าหมองเป็นธรรมดา รู้โทษในสิ่งที่มีความเศร้าหมอง เป็นธรรมดาแล้วย่อมแสวงหานิพพานอันไม่เศร้าหมอง เป็นแดนเกษมจากโยคะชั้นเยี่ยม ๑ ดูกร ภิกษุทั้งหลาย อริยปริเยสนา ๔ ประการนี้แล ฯ
ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ธรรมมีประเภทละ ๔ เหล่านี้แล อันพระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้ ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ตรัสไว้โดยชอบแล้วพวกเราทั้งหมดด้วยกันพึง สังคายนา ไม่พึงแก่งแย่งกันในธรรมนั้น การที่พรหมจรรย์นี้พึงยั่งยืนตั้งอยู่นานนั้น พึงเป็นไป เพื่อประโยชน์แก่ชนมาก เพื่อความสุขแก่ชนมากเพื่อความอนุเคราะห์แก่โลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ฯ
วันอาทิตย์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557
การแสวงหาอันประเสริฐ๔
อนริยปริเยสนา ๔ ประการนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลายอริยปริเยสนา การแสวงหา อย่างประเสริฐ ๔ ประการนี้ ๔ ประการเป็นไฉนคือ บุคคลบางคนในโลกนี้ ตนเองเป็นผู้มีชรา เป็นธรรมดา รู้โทษในสิ่งที่มีชราเป็นธรรมดาแล้ว ย่อมแสวงหานิพพานอันไม่มีชรา เป็นแดน เกษมจากโยคะอย่างเยี่ยม ๑ ตนเองเป็นผู้มีพยาธิเป็นธรรมดา รู้โทษในสิ่งที่มีพยาธิเป็นธรรมดาแล้ว ย่อมแสวงหานิพพานอันไม่มีพยาธิ เป็นแดนเกษมจากโยคะชั้นเยี่ยม ๑ ตนเองเป็นผู้มีมรณะเป็น ธรรมดา รู้โทษในสิ่งที่มีมรณะเป็นธรรมดาแล้ว ย่อมแสวงหานิพพานอันไม่ตาย เป็นแดนเกษม จากโยคะชั้นเยี่ยม ๑ ตนเองเป็นผู้มีความเศร้าหมองเป็นธรรมดา รู้โทษในสิ่งที่มีความเศร้าหมอง เป็นธรรมดาแล้วย่อมแสวงหานิพพานอันไม่เศร้าหมอง เป็นแดนเกษมจากโยคะชั้นเยี่ยม ๑ ดูกร ภิกษุทั้งหลาย อริยปริเยสนา ๔ ประการนี้แล ฯ
การแสวงหาที่ไม่ประเสริฐ๔
อนริยปริเยสนา การแสวงหาอันไม่ประเสริฐ๔ ประการนี้ ๔ ประการเป็นไฉน คือ
บุคคลบางคนในโลกนี้ ตนเองเป็นผู้มีชราเป็นธรรมดา ย่อมแสวงหา สิ่งที่มีชราเป็นธรรมดานั่นเอง ๑
ตนเองเป็นผู้มีพยาธิเป็นธรรมดา ย่อมแสวงหาสิ่งที่มีพยาธิเป็น ธรรมดานั่นเอง ๑
ตนเองเป็นผู้มีมรณะเป็นธรรมดา ย่อมแสวงหาสิ่งที่มีมรณะเป็นธรรมดานั่นเอง ๑
ตนเองเป็นผู้มีความเศร้าหมองเป็นธรรมดา ย่อมแสวงหาสิ่งที่มีความเศร้าหมองเป็นธรรมดานั่นเอง ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนริยปริเยสนา ๔ ประการนี้แล
แสวง
คำแปล
[สะ-แหฺวง] ก. เที่ยวหา, ค้นหา, เสาะหา.
บุคคลบางคนในโลกนี้ ตนเองเป็นผู้มีชราเป็นธรรมดา ย่อมแสวงหา สิ่งที่มีชราเป็นธรรมดานั่นเอง ๑
ตนเองเป็นผู้มีพยาธิเป็นธรรมดา ย่อมแสวงหาสิ่งที่มีพยาธิเป็น ธรรมดานั่นเอง ๑
ตนเองเป็นผู้มีมรณะเป็นธรรมดา ย่อมแสวงหาสิ่งที่มีมรณะเป็นธรรมดานั่นเอง ๑
ตนเองเป็นผู้มีความเศร้าหมองเป็นธรรมดา ย่อมแสวงหาสิ่งที่มีความเศร้าหมองเป็นธรรมดานั่นเอง ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนริยปริเยสนา ๔ ประการนี้แล
คำแปล
[สะ-แหฺวง] ก. เที่ยวหา, ค้นหา, เสาะหา.
อริยโวหาร๔
อริยโวหาร ๔ ประการนี้ ๔ ประการเป็นไฉน
คือ
ความเป็นผู้กล่าวสิ่งที่ไม่ได้เห็นว่าไม่ได้เห็น ๑
ความเป็นผู้กล่าวสิ่งที่ไม่ได้ ฟังว่าไม่ได้ฟัง ๑
ความเป็นผู้กล่าวสิ่งที่ไม่ได้ทราบว่าไม่ได้ทราบ ๑
ความเป็น ผู้กล่าวสิ่งที่ไม่ได้รู้ว่าไม่ได้รู้ ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยโวหาร ๔ ประการนี้แล ฯ
โวหารอันมิใช่ของพระอริยะ๔
ดูกรภิกษุทั้งหลาย โวหารอันมิใช่ของพระอริยะ ๔ ประการนี้๔ ประการเป็น ไฉน คือ
ความเป็นผู้กล่าวสิ่งที่ไม่ได้เห็นว่าเห็น ๑
ความเป็นผู้กล่าวสิ่งที่ไม่ได้ฟังว่าได้ฟัง ๑
ความเป็นผู้กล่าวสิ่งที่ไม่ได้ทราบว่าได้ทราบ๑
ความเป็นผู้กล่าวสิ่งที่ไม่ได้รู้ว่าได้รู้ ๑
ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย โวหารอันไม่ใช่ของพระอริยะ ๔ ประการนี้แล ฯ
ธรรม ๔ ประการ เป็นธรรมมีอุปการะมากแก่มนุษย์
ธรรม ๔ ประการ
เป็นธรรมมีอุปการะมากแก่มนุษย์ ธรรม ๔
ประการเป็นไฉน คือ
สัปปุริสสังเสวะ ๑
สัทธรรมสวนะ๑
โยนิโสมนสิการ ๑
ธรรมานุธรรมปฏิปัตติ ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๔ประการนี้แล เป็นธรรมมีอุปการะมากแก่มนุษย์ ฯ
http://etipitaka.com/read?keywords=ไสย&language=thai&number=230&volume=21#
๑. สัปปุริสสังเสวะ การคบสัตบุรุษ ได้แก่การเข้าไปหา การสนทนา การปรึกษาสอบถามสิ่งที่ตนยังไม่รู้หรือสงสัยกะท่าน และนำเอากิริยามรรยาทของท่านอันสมควรแก่ตนมาปรับปรุงมรรยาทของตนให้ดีขึ้น
๒. สัทธัมมัสสวนะ แปลตรงศัพท์ว่า "ฟังคำสอนของคนดี" ธรรม คือคำสั่งสอนของสัตบุรุษ คือคำสอนของคนดี หรือของบัณฑิต หรือของนักปราชญ์นั้น เป็นคำสอนที่ดีมีคุณประโยชน์แก่ผู้ฟังผู้ปฏิบัติตาม เป็นไปเพื่อประโยชน์สุขแก่ทุก ๆ ฝ่าย เรียกว่า สัทธรรม
๓. โยนิโสมนสิการ แปลตรงศัพท์ว่า การทำไว้ในใจโดยแยบคาย คือโดยอุบายที่ชอบธรรม หมายถึงความคิดนึกตรึกตรองพิจารณาให้ถ่องแท้ให้แจ่มแจ้งประจักษ์ถึงเหตุเกิดของสิ่งที่ได้เห็นได้ยิน ได้สูด ได้ลิ้ม ได้สัมผัส ได้รู้ ด้วยตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
๔. ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ แปลตรงศัพท์ว่า การปฏิบัติหรือการประพฤติธรรมอันสมควรแก่ความดี คนเราจะเจริญหรือจะเสื่อม ย่อมขึ้นอยู่กับความประพฤติปฏิบัติถ้าประพฤติผิดหรือประพฤติไม่สมควร คือประพฤติไม่เหมาะสม ไม่ถูกกาลเทศะ ไม่ถูกที่ดี ไม่ถึงดี หรือเกินดีไป ก็ย่อมจะหาความเจริญได้ยากหรืออาจประสบความเสื่อม ความพิบัติไปเลยก็ได้
ขอบคุณข้อมูลจากhttp://www.watprempracha.com/tummavipark_003.html
ธรรม ๔ ประการ ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญแห่งปัญญา
วันเสาร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2556
จักร ๔
จักร ๔
หรือ ธรรมที่เป็นหลักปฏิบัติอันจะนำไปสู่ความดีงาม ความเจริญก้าวหน้า หรือ ธรรมที่เป็นเครื่องช่วยให้สามารถสร้างความดีอื่นๆได้ ทุกอย่าง และช่วยให้ประสบความเจริญก้าวหน้าในชีวิต อย่างมั่นคง
๑. ตั้งอยู่ในถิ่นที่เหมาะสม (ปฏิรูปเทส วาสะ) ปฏิรูป แปลว่า เหมาะสมหรือสมควร เทสะ แปลว่าสถานที่หรือท้องถิ่น ดังนั้น ปฏิรูปเทส วาสะ จึงควรหมายถึงการอยู่ในท้องถิ่นอันสมควร คืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีมีความพร้อม แต่บางท่านก็แปลว่า การอยู่ในประเทศอันสมควรซึ่งฟังแล้วยากต่อการปฏิบัติหรืออาจก่อให้เกิดจินตนาอื่นที่คลาดเคลื่อนต่อไปได้ สำหรับ คนฝรั่งให้ความหมายของ “ปฏิรูปเทส วาสะ” ว่า living in a suitable region; good or favourable environment หรือ residing in a suitable locality คนจีนให้ความหมายว่า “ฮวงจุ้ย” หรือ ศาสตร์แห่งการสร้างความสมดุลย์ให้กับชีวิต และความเจริญรุ่งเรืองในกิจการ หลักการเลือกทำเลพื้นที่และเทคนิคการจัดสมดุลของพื้นที่ให้เหมาะสมกับประเภทของกิจการนั้น ๆ อย่างไรก็ตาม "ปฏิรูปเทส วาสะ" มีความสำคัญ เป็นธรรมข้อแรกที่พระพุทธองค์นำมาเป็นคำสอนเพื่อความเจริญก้าวหน้าในชีวิต
๒. เสาะเสวนากับคนดี (สัปปุริ สูปัสสยะ) หมายถึง คบสัตบุรุษ, คบคนดี, ได้คนดีเป็นที่พึ่งเช่นเดียวกับการที่ผู้น้อย ประพฤติอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ ตามฐานะของตน เรามาพิจารณาในรายละเอียดว่า สัตบุรุษ หมายถึงอะไร สัตบุรุษก็คือคนที่มีคุณธรรม คนที่เป็นสัมมาทิฐิ คนที่ประพฤติธรรมเป็นปกติ ในทางปฏิบัติคือคนที่ประกอบด้วยสัปปุริสธรรม ๗ ประการ คือ สัปปุริสธรรมมี ๗ ประการ ดังนี้ ๑) อัตถัญญุตา คือ ความเป็นผู้รู้จักวิเคราะห์สาเหตุของสถานการณ์และความเป็นไปของชีวิต ๒) ธัมมัญญุตา คือ ความเป็นผู้รู้จักวิเคราะห์สาระและผลอันเกิดจากสาเหตุดังกล่าว ๓) อัตตัญญุตา คือ ความเป็นผู้รู้จักวิเคราะห์ตนเองทั้งในด้านความรู้ คุณธรรม และความสามารถ ๔) มัตตัญญุตา คือ ความเป็นผู้รู้จักหลักของความพอดี การดำเนินชีวิตพอเหมาะพอควร ๕) กาลัญญุตา คือ ความเป็นรู้จักปฏิบัติตนให้ถูกกาลเทศะ ๖) ปริสัญญุตา คือ ความเป็นผู้รู้ปฏิบัติ การปรับตนและแก้ไขตนให้เหมาะกับสภาพของกลุ่มและชุมชน ๗) ปุคคลัญญุตา คือ ความเป็นผู้รู้จักปฏิบัติตนให้เหมาะสมกับบุคคลที่มีความแตกต่างกัน สรุปว่าคนดีที่พระพุทธศาสนายกย่อง มิได้เป็นคนงมงายหรือเป็นคนซื่อจนเซ่อ แต่เป็นคนฉลาดมีเหตุผล รู้จักใช้ความคิด วางตัวได้ดีและมีมนุษย์สัมพันธ์ที่เหมาะสม คนฝรั่งให้ความหมายของ “สัปปุริ สูปัสสยะ” ไว้ว่า association with good people นอกจากนั้นยังสอนให้ในการทำธุรกิจต่างๆ จำเป็นต้องมีที่ปรึกษา ผู้มีประสบการณ์ มีความเก๋าเกมส์ สำหรับให้คำแนะนำ ให้รู้จักศึกษาเรียนรู้จากประสบการณ์ของผู้อื่นที่ประสบความสำเร็จมาแล้ว ซึ่งเป็นการศึกษาที่เร็วที่สุด แล้วนำมาเป็นบทเรียนหรือประยุกต์ใช้กับตนเอง ๓. ตั้งตนไว้ถูกวิถี (อัตตสัมมา ปณิธิ) หมายถึง การตั้งเป้าหมายของชีวิต ทั้งร่างกายจิตใจ คิดมุ่งหมาย นำตนไปให้ถูกทาง เพื่อนำไปสู่จุดมุ่งหมาย หรือเป้าหมายที่ดี คนฝรั่งให้ความหมายของ “อัตตสัมมา ปณิธิ” ไว้ว่า setting oneself in the right course; aspiring and directing oneself in the right way; perfect self-adjustment; thorough pursuit or development of one’s personality ดังนั้น อัตตสัมมา ปณิธิ จึงหมายถึง การไม่คิด ไม่พูด หรือไม่ปฏิบัติตนออกนอกลู่นอกทางไม่ว่าจะทำสิ่งใดก็ยังดำรงอยู่ในวิถีทางที่ถูกต้องเสมอทุกอย่างล้วนมุ่งสู่เป้าหมายคือความสำเร็จ ความก้าวหน้าของชีวิตตลอด ทั้งนี้จะต้องทราบถึง “สัปปุริสธรรม ๗” คือ เป็นผู้รู้จักใน เหตุ, ผล, ตน, ประมาณ, เวลา, บุคคล และประชุมชน
๔. เป็นผู้มีกรรมเก่ามาดี (ปุพเพ กต ปุญญตา) หมายถึงเป็นผู้มีกรรมเก่ามาดี เพื่อสอนให้คนตั้งอยู่ในความไม่ประมาท หากปัจจุบันยังไม่เจริญก้าวหน้าก็ควรเร่งทำความดี ภายหน้าก็จะพบกับความเจริญก้าวหน้าในที่สุดจนได้ ข้อที่ ๔ ซึ่งได้แก่ ปุพเพ กต ปุญญตา หมายถึงเป็นผู้มีกรรมเก่ามาดี เพื่อสอนให้คนตั้งอยู่ในความไม่ประมาท หากปัจจุบันยังไม่เจริญก้าวหน้าก็ควรเร่งทำความดี ภายหน้าก็จะพบกับความเจริญก้าวหน้าในที่สุดจนได้ คนฝรั่งให้ความหมายว่า having formerly done meritorious deeds; to have prepared oneself with good background
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)